Cooling Tower คืออะไร ก่อนออกแบบระบบหล่อเย็นโรงงาน ต้องเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง

คู่มือ Cooling Tower data center

Cooling Tower คืออะไร

Cooling Tower คือ อุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อนที่ระบายความร้อนออกจากน้ำหล่อเย็น ด้วยการปล่อยให้น้ำส่วนหนึ่งระเหยสู่อากาศ แล้วส่งน้ำที่อุณหภูมิลดลงหมุนเวียนกลับไปรับความร้อนจากเครื่องจักรหรือเครื่องทำน้ำเย็นอีกครั้ง ภาษาไทยเรียกว่าหอหล่อเย็นหรือคูลลิ่งทาวเวอร์

บทความนี้เขียนให้ผู้ดูแลระบบน้ำในโรงงานอุตสาหกรรมและงานสาธารณูปโภค ที่กำลังจะวางระบบหล่อเย็นใหม่ ขยายกำลังผลิต หรือแก้ปัญหาตะกรันและค่าน้ำที่สูงขึ้น โดยมองจากฝั่งระบบน้ำ ไม่ใช่จากสเปกของตัวหอ เพราะสิ่งที่กำหนดต้นทุนและอายุของ Cooling Tower คือคุณภาพและปริมาณน้ำที่ไหลผ่านระบบทุกวัน

cooling tower

Cooling Tower ทำงานอย่างไร ?

Cooling Tower ทำงานด้วยหลักการระเหย (Evaporative Cooling) ไม่ใช่การเป่าลมให้น้ำเย็นลง เมื่อน้ำสัมผัสอากาศ น้ำส่วนหนึ่งจะระเหยและดึงความร้อนแฝงออกไปพร้อมกับไอน้ำ ทำให้น้ำที่เหลือมีอุณหภูมิต่ำลง

ลำดับการทำงานของ Cooling Tower แบบหอเปิดทั่วไปมี 5 ขั้น

  1. น้ำร้อนจากคอนเดนเซอร์หรือเครื่องจักร ถูกปั๊มขึ้นไปยังหัวกระจายน้ำด้านบนของหอ
  2. น้ำถูกกระจายเป็นละอองลงบนแผงกระจายน้ำ (Fill) เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัสระหว่างน้ำกับอากาศ
  3. พัดลมดูดหรือเป่าอากาศให้ไหลผ่านละอองน้ำ ทำให้น้ำบางส่วนระเหยและพาความร้อนออกสู่บรรยากาศ
  4. น้ำที่เย็นลงตกลงสู่อ่างรับน้ำ (Basin) ด้านล่าง แล้วถูกส่งกลับไปรับความร้อนอีกรอบ
  5. ระบบเติมน้ำใหม่ชดเชยส่วนที่ระเหยและที่ระบายทิ้ง เพื่อรักษาระดับน้ำในอ่าง
หอหล่อเย็นแบบเปิดทำงานอย่างไร

มีศัพท์สามคำที่ต้องเข้าใจก่อนคุยเรื่องสมรรถนะของ Cooling Tower

  • Range คือ ผลต่างอุณหภูมิน้ำขาเข้ากับน้ำขาออกของหอ หน่วยเป็นองศาเซลเซียส สะท้อนภาระความร้อนที่หอต้องระบาย
  • Wet Bulb Temperature คือ อุณหภูมิกระเปาะเปียกของอากาศบริเวณหน้างาน เป็นขีดจำกัดทางทฤษฎีว่าน้ำจะเย็นลงได้ต่ำสุดเท่าใด
  • Approach คือ ผลต่างระหว่างอุณหภูมิน้ำขาออกกับ Wet Bulb ยิ่งค่าน้อยยิ่งต้องใช้หอขนาดใหญ่ขึ้น

Approach ที่ทำได้จริงถูกจำกัดด้วย Wet Bulb ของพื้นที่ติดตั้ง จึงกำหนดเองตามใจไม่ได้ ในพื้นที่ที่อากาศชื้นสูง น้ำขาออกจะเย็นได้น้อยกว่าพื้นที่อากาศแห้งที่ภาระความร้อนเท่ากัน

Cooling Tower แบบเปิดกับแบบปิด ใช้น้ำต่างกันอย่างไร ?

Cooling Tower แบบเปิด (Open Circuit) ให้น้ำหล่อเย็นสัมผัสอากาศโดยตรงจึงสูญเสียน้ำจากการระเหยมาก ส่วนแบบปิด (Closed Circuit) แยกน้ำในวงจรเครื่องจักรออกจากน้ำที่สัมผัสอากาศ ทำให้น้ำในวงจรหลักไม่เข้มข้นขึ้นตามเวลา แต่ยังคงมีการระเหยของน้ำในวงจรภายนอกอยู่

ประเด็นด้านน้ำCooling Tower แบบเปิดCooling Tower แบบปิด
น้ำที่สัมผัสอากาศน้ำหล่อเย็นวงจรเดียวกับเครื่องจักรน้ำวงจรภายนอกเท่านั้น
การสะสมแร่ธาตุในวงจรเครื่องจักรเพิ่มขึ้นตามรอบการหมุนเวียน ต้องระบาย Blowdownคงที่ เพราะเป็นวงจรปิด
สิ่งสกปรกจากอากาศเข้าสู่ระบบเข้าถึงคอนเดนเซอร์หรือเครื่องจักรโดยตรงถูกกันไว้ที่วงจรภายนอก
ปริมาณน้ำเติมต่อภาระความร้อนเท่ากันสูงกว่าต่ำกว่า แต่ยังต้องเติมน้ำวงจรภายนอก
งานควบคุมคุณภาพน้ำต้องคุมทั้งระบบที่ต่อถึงเครื่องจักรคุมเข้มที่วงจรภายนอก วงจรในดูแลน้อยกว่า
เงินลงทุนเริ่มต้นต่ำกว่าสูงกว่า

การเลือกระหว่างสองแบบจึงขึ้นอยู่กับว่าเครื่องจักรปลายทางทนสิ่งสกปรกได้แค่ไหน ราคาน้ำและค่าน้ำทิ้งในพื้นที่เป็นเท่าใด และทีมงานมีกำลังดูแลคุณภาพน้ำระดับไหน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าแบบใดทันสมัยกว่า

cooling tower แบบเปิดกับแบบปิดต่างกันอย่างไร

Cooling Tower ส่งผลต่อต้นทุนและความต่อเนื่องของการผลิตอย่างไร ?

Cooling Tower ส่งผลต่อโรงงานใน 4 ทางที่วัดเป็นเงินได้ คือ ค่าน้ำและค่าน้ำทิ้ง ค่าไฟของเครื่องทำน้ำเย็น ชั่วโมงการหยุดผลิต และอายุของอุปกรณ์ปลายทาง

เมื่อผิวแลกเปลี่ยนความร้อนของคอนเดนเซอร์มีตะกรันเกาะ อุณหภูมิน้ำขาออกจะสูงขึ้น เครื่องทำน้ำเย็นต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อรักษาอุณหภูมิเดิม ค่าไฟจึงเพิ่มขึ้นแม้ภาระการผลิตจะเท่าเดิม

ในโรงงานที่กระบวนการผลิตพึ่งน้ำหล่อเย็นโดยตรง การที่หอหล่อเย็นหยุดหมายถึงสายการผลิตหยุดตามทันที เช่นเดียวกับระบบหล่อเย็นของ Data Center ที่ความต่อเนื่องของน้ำหล่อเย็นผูกกับความต่อเนื่องของบริการโดยตรง

การประเมินว่าควรมีหอสำรองหรือถังเก็บน้ำสำรองเท่าใด จึงต้องเริ่มจากคำถามว่าระบบหยุดได้กี่ชั่วโมงก่อนกระทบการผลิต ไม่ใช่จากการใส่ Redundancy ให้มากที่สุดทุกโครงการ

ก่อนออกแบบระบบหล่อเย็นโรงงาน ต้องเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง ?

ข้อมูลที่ต้องมีก่อนออกแบบระบบหล่อเย็นโรงงานแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ ข้อมูลภาระความร้อน ข้อมูลคุณภาพน้ำเติม และข้อมูลหน้างาน ทั้งสามกลุ่มต้องมาจากการวัดจริง ไม่ใช่จากค่าที่ประมาณไว้ตอนออกแบบอาคารเดิม

กลุ่มข้อมูลค่าที่ต้องเก็บ (พร้อมหน่วย)เก็บอย่างไร และทำไมต้องมี
ภาระความร้อนHeat Load (kW หรือ kcal/h)กำหนดขนาดหอ ถ้าใช้ค่าประมาณจะได้หอที่ใหญ่หรือเล็กเกินจริง
ภาระความร้อนCirculating Flow (m³/h)อัตราน้ำหมุนเวียน ใช้คำนวณ Evaporation และขนาดปั๊ม
ภาระความร้อนRange — อุณหภูมิน้ำเข้าและออก (°C)วัดจากเทอร์โมมิเตอร์ที่ท่อจริงในช่วงผลิตเต็มกำลัง
ภาระความร้อนWet Bulb ออกแบบของพื้นที่ (°C)ใช้ข้อมูลภูมิอากาศของพื้นที่ติดตั้ง กำหนดขีดจำกัดของ Approach
ภาระความร้อนชั่วโมงเดินระบบและโปรไฟล์โหลดแยกช่วง Peak กับช่วงปกติ เพราะกำหนดปริมาณน้ำเติมต่อเดือน
คุณภาพน้ำเติมTotal Hardness (mg/L as CaCO₃)ตัวตั้งต้นของตะกรันแคลเซียม กำหนดว่าจำเป็นต้องลดความกระด้างหรือไม่
คุณภาพน้ำเติมM-Alkalinity (mg/L as CaCO₃) และ pHใช้ร่วมกับความกระด้างเพื่อประเมินแนวโน้มการเกิดตะกรัน
คุณภาพน้ำเติมSilica (mg/L as SiO₂)ข้อจำกัดสำคัญที่มักเป็นตัวกำหนดเพดาน Cycles of Concentration
คุณภาพน้ำเติมChloride และ Sulfate (mg/L)เกี่ยวข้องกับการกัดกร่อนและการเลือกวัสดุของระบบท่อ
คุณภาพน้ำเติมConductivity หรือ TDS (µS/cm หรือ mg/L)ใช้เป็นค่าควบคุมการระบาย Blowdown ในการเดินระบบประจำวัน
คุณภาพน้ำเติมFe, Mn, ความขุ่น, สารอินทรีย์ตัวการของการอุดตันและการเกิดตะกอนบนแผงกระจายน้ำ
หน้างานแหล่งน้ำเติม (ประปา บาดาล หรือน้ำ Reuse)คนละแหล่งคนละคุณภาพ จึงคนละแนวทางปรับสภาพน้ำ
หน้างานจุดระบายน้ำ Blowdown และปลายทางน้ำทิ้งกำหนดว่าต้องบำบัดก่อนระบายหรือไม่ และระบายได้วันละเท่าใด
หน้างานพื้นที่ติดตั้ง ระบบไฟฟ้า และพื้นที่วางระบบจ่ายเคมีกำหนดรูปแบบหอและงานเชื่อมต่อที่ต้องเผื่อไว้
หน้างานจำนวนและทักษะของผู้ดูแลระบบที่ดีบนกระดาษแต่ทีมดูแลไม่ไหว จะกลับมาเป็นปัญหาภายในปีแรก

ผลวิเคราะห์น้ำควรเก็บมากกว่าหนึ่งครั้ง และควรครอบคลุมทั้งฤดูฝนและฤดูแล้ง เพราะแหล่งน้ำผิวดินและน้ำบาดาลมีคุณภาพเปลี่ยนตามฤดู การใช้ผลตรวจครั้งเดียวมาออกแบบคือสาเหตุที่พบบ่อยของระบบที่ติดตั้งแล้วยังมีปัญหา

หากข้อมูลสามกลุ่มนี้ยังไม่ครบ ผู้เสนอราคาแต่ละรายจะตั้งสมมติฐานของตัวเอง ผลคือได้ข้อเสนอที่ตัวเลขต่างกันมากโดยที่เปรียบเทียบกันไม่ได้เลย การเก็บข้อมูลให้ครบก่อนจึงเป็นการลดความเสี่ยงของการลงทุน ไม่ใช่การถ่วงเวลา

ข้อมูลสำคัญก่อนออกแบบ Cooling tower

น้ำเติมและน้ำ Blowdown ของ Cooling Tower ต้องเผื่อไว้เท่าไร ?

น้ำที่ Cooling Tower ใช้จริงต่อวันคือ Makeup Water ซึ่งเป็นผลรวมของน้ำ 3 ก้อน ตามที่ กระทรวงพลังงานสหรัฐอเมริกา (US DOE) ระบุไว้ในแนวปฏิบัติการจัดการหอหล่อเย็นว่า Make-Up = Evaporation + Blowdown + Drift

  • Evaporation Loss คือ น้ำที่ระเหยไปกับอากาศ เป็นส่วนที่ทำให้น้ำเย็นลงจริง และเป็นก้อนที่ใหญ่ที่สุด
  • Drift Loss คือ ละอองน้ำที่ปลิวออกไปกับลม US DOE ระบุว่ามีปริมาณน้อยเมื่อเทียบกับอีกสองก้อน และควบคุมด้วยแผ่นดักละออง (Drift Eliminator)
  • Blowdown คือ น้ำที่ตั้งใจระบายทิ้งเพื่อไม่ให้แร่ธาตุเข้มข้นเกินเกณฑ์ที่ระบบรับได้

ตัวแปรที่เชื่อมสามก้อนนี้เข้าด้วยกันคือ Cycles of Concentration ซึ่ง US DOE อธิบายว่ามีค่าประมาณเท่ากับอัตราส่วนของปริมาณน้ำเติมต่อปริมาณน้ำ Blowdown และระบุว่าระบบจำนวนมากเดินอยู่ที่ 2–4 Cycles ขณะที่ 6 Cycles หรือมากกว่าเป็นไปได้ในบางระบบ

US DOE ยังระบุว่า การเพิ่ม Cycles of Concentration จาก 3 เป็น 6 จะลดปริมาณน้ำเติมของหอหล่อเย็นลง 20% และลดปริมาณน้ำ Blowdown ลง 50% ตัวเลขชุดนี้เป็นความสัมพันธ์เชิงหลักการ ไม่ใช่ผลที่รับประกันได้กับทุกระบบ เพราะเพดาน Cycles ที่เดินได้จริงถูกจำกัดด้วยความกระด้าง สภาพด่าง และซิลิกาของน้ำเติมในแต่ละพื้นที่

จุดที่เข้าใจผิดบ่อยที่สุดคือ การนำค่า Circulating Flow ที่ระบุบนป้ายเครื่องไปคิดเป็นปริมาณน้ำที่ต้องจัดหาต่อวัน ค่า Circulating Flow คือน้ำที่หมุนวนอยู่ในระบบ ส่วนน้ำที่ต้องจัดหาจริงคือ Makeup Water ซึ่งเป็นสัดส่วนเล็กกว่ามาก แต่ต้องมีให้ต่อเนื่องทุกชั่วโมงที่ระบบเดิน

ระบบน้ำหมุนเวียนใน Cooling tower

สำหรับปริมาณ Makeup Water และ Blowdown ที่เป็นตัวเลขของโครงการจริง ต้องคำนวณจาก Heat Load, Range และผลวิเคราะห์น้ำของหน้างานนั้น 

น้ำ Blowdown ที่ระบายออกมีความเข้มข้นของแร่ธาตุสูงกว่าน้ำเติมหลายเท่า การระบายลงสู่ระบบระบายน้ำจึงต้องเป็นไปตามเกณฑ์ที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมกำหนด ในโรงงานที่ค่าน้ำหรือค่าน้ำทิ้งสูง การประเมินแนวทางนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำจาก Blowdown เป็นทางเลือกที่ควรพิจารณาพร้อมกันตั้งแต่ตอนออกแบบ

คุณภาพน้ำแบบใดทำให้ Cooling Tower เกิดตะกรันและการกัดกร่อน ?

ปัญหาที่เกิดกับ Cooling Tower จากฝั่งน้ำมี 4 กลุ่ม คือ การเกิดตะกรัน การกัดกร่อน การอุดตันจากตะกอน และการเติบโตของจุลินทรีย์ ทั้งสี่กลุ่มมีที่มาจากค่าคุณภาพน้ำคนละชุดกัน จึงแก้ด้วยวิธีเดียวกันไม่ได้

  • การเกิดตะกรัน (Scaling) มาจากความกระด้าง สภาพด่าง และซิลิกาที่เข้มข้นขึ้นเมื่อน้ำระเหย ตะกรันที่เกาะผิวแลกเปลี่ยนความร้อนทำให้การถ่ายเทความร้อนแย่ลงและค่าไฟสูงขึ้น
  • การกัดกร่อน (Corrosion) สัมพันธ์กับคลอไรด์ ซัลเฟต ค่า pH และค่าการนำไฟฟ้าที่สูงเกินไป ผลคือท่อและอุปกรณ์ผุกร่อนเร็วกว่าอายุออกแบบ
  • การอุดตัน (Fouling) มาจากของแข็งแขวนลอย เหล็ก และสารอินทรีย์ที่สะสมบนแผงกระจายน้ำจนลมผ่านได้น้อยลง
  • การเติบโตของจุลินทรีย์ เกิดได้ง่ายเพราะน้ำในหอหล่อเย็นอุ่นและสัมผัสอากาศตลอดเวลา

ประเด็นสุดท้ายมีมิติด้านสุขภาพที่ต้องพูดตรง ๆ องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุในเอกสารข้อเท็จจริงเรื่องโรคลีเจียนแนร์ว่า หอหล่อเย็นของระบบปรับอากาศเป็นหนึ่งในแหล่งละอองน้ำที่เชื่อมโยงกับการแพร่เชื้อ Legionella และระบุว่าเชื้อเติบโตได้ในน้ำช่วงอุณหภูมิ 20–50 °C โดยเติบโตได้เร็วที่สุดที่ราว 35 °C

WHO แนะนำให้ควบคุมด้วยการบำรุงรักษา ทำความสะอาด และฆ่าเชื้อหอหล่อเย็นอย่างสม่ำเสมอ ร่วมกับการเติมสารฆ่าเชื้ออย่างต่อเนื่อง และการติดตั้งแผ่นดักละอองเพื่อลดการกระจายของละอองน้ำ ซึ่งหมายความว่าการควบคุมความเสี่ยงนี้เป็นงานที่ต้องทำต่อเนื่อง ไม่ใช่สิ่งที่จบด้วยการติดตั้งอุปกรณ์ชิ้นใดชิ้นหนึ่ง

สำหรับแนวทางปรับสภาพน้ำเติม ต้องเลือกจากค่าที่วัดได้ ไม่ใช่จากชื่อเทคโนโลยี ระบบ Softener ทำหน้าที่ลดความกระด้างจากแคลเซียมและแมกนีเซียม จึงช่วยเรื่องตะกรันโดยตรง แต่ไม่ได้ลดค่า TDS หรือคลอไรด์ ผู้ที่ต้องการเข้าใจความต่างระหว่างน้ำกระด้างกับน้ำอ่อนก่อนตัดสินใจ ควรดูค่าความกระด้างจริงของน้ำเติมประกอบ

ส่วนระบบ RO ลดเกลือละลายได้กว้างกว่า แต่มีต้นทุนพลังงานและมีน้ำ Reject ที่ต้องจัดการ จึงไม่ใช่คำตอบอัตโนมัติสำหรับน้ำเติมหอหล่อเย็นทุกกรณี ควรใช้เมื่อผลวิเคราะห์น้ำและเพดาน Cycles ที่ต้องการชี้ว่าจำเป็นจริง

ควรวัดค่าอะไรในระบบน้ำหล่อเย็น เพื่อรู้ปัญหาก่อนเกิดความเสียหาย ?

ค่าที่ควรวัดในระบบน้ำหล่อเย็นแบ่งเป็นสองชั้น คือ ค่าที่วัดต่อเนื่องเพื่อควบคุมการเดินระบบประจำวัน กับค่าที่ต้องส่งห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันเป็นรอบ การแยกสองชั้นนี้ให้ชัดคือจุดที่ทำให้ข้อมูลใช้ตัดสินใจได้จริง

ค่าที่ควรวัดต่อเนื่องหรือวัดประจำวัน

  • Conductivity ของน้ำในระบบ — ใช้เป็นตัวสั่งการระบาย Blowdown อัตโนมัติ
  • pH ของน้ำในระบบ — เกี่ยวกับทั้งแนวโน้มตะกรันและการกัดกร่อน
  • ค่าสารฆ่าเชื้อคงเหลือ — บอกว่าการควบคุมจุลินทรีย์ยังได้ผลอยู่หรือไม่
  • มิเตอร์น้ำเติมและมิเตอร์น้ำ Blowdown — ใช้คำนวณ Cycles of Concentration ที่เดินอยู่จริง
  • อุณหภูมิน้ำเข้าและออก — ใช้ติดตาม Range และเห็นแนวโน้มการถ่ายเทความร้อนที่แย่ลง

ค่าที่ต้องส่งห้องปฏิบัติการเป็นรอบ

  • Total Hardness, M-Alkalinity, Silica, Chloride — ใช้ทบทวนเพดาน Cycles ที่ตั้งไว้ว่ายังเหมาะกับน้ำเติมช่วงนั้นหรือไม่
  • เหล็ก แมงกานีส และสารอินทรีย์ — ใช้ประเมินภาระการอุดตัน
  • ผลตรวจจุลินทรีย์ — ใช้ยืนยันผลของแผนควบคุม ไม่สามารถแทนด้วยเซนเซอร์ออนไลน์ได้

ตัวเลขบนหน้าจอจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อมีสามอย่างครบ คือ ค่าขีดจำกัดที่ตั้งไว้ ผู้รับผิดชอบเมื่อค่าหลุด และขั้นตอนที่ต้องทำเมื่อเกิดสัญญาณเตือน ระบบที่มีแดชบอร์ดแต่ไม่มีแผนตอบสนอง ยังไม่นับว่าเป็นการบริหารจัดการน้ำ

เซนเซอร์ที่ไม่ได้สอบเทียบตามรอบจะให้ค่าที่คลาดเคลื่อนโดยไม่มีใครรู้ แผนการสอบเทียบจึงต้องอยู่ในงานบำรุงรักษาระบบน้ำโรงงานตั้งแต่แรก ไม่ใช่เพิ่มเข้ามาทีหลัง

การวัดและตรวจค่าก่อนเริมออกแบบ cooling tower

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการวางระบบน้ำหล่อเย็นโรงงาน คืออะไร ?

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการวางระบบน้ำหล่อเย็นโรงงานส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากอุปกรณ์ไม่ดี แต่เกิดจากการตัดสินใจบนข้อมูลที่ยังไม่ครบ 6 ข้อต่อไปนี้เป็นกรณีที่พบซ้ำบ่อยที่สุด

  1. เลือกขนาดหอจากภาระสูงสุดอย่างเดียว โดยไม่ดูโปรไฟล์โหลดจริง ผลคือหอเดินที่ภาระต่ำเป็นเวลานาน ควบคุมคุณภาพน้ำได้ยากและสิ้นเปลืองพลังงานพัดลมเกินจำเป็น
  2. ใช้ผลวิเคราะห์น้ำครั้งเดียวมาออกแบบ ทำให้เกณฑ์ควบคุมน้ำที่ตั้งไว้ใช้ไม่ได้เมื่อคุณภาพน้ำเปลี่ยนตามฤดู และเริ่มเกิดตะกรันในปีแรก
  3. ไม่นับน้ำ Blowdown เข้าไปในปริมาณน้ำที่ต้องจัดหา ทำให้ประเมินค่าน้ำต่อเดือนต่ำกว่าจริง และในบางกรณีต้นทางจ่ายน้ำไม่พอในช่วง Peak
  4. เปลี่ยนแหล่งน้ำเติมโดยไม่ปรับเกณฑ์ควบคุม เช่น เปลี่ยนจากน้ำประปาเป็นน้ำบาดาลเพื่อลดค่าน้ำ แต่ยังใช้เพดาน Cycles เดิม ทั้งที่ความกระด้างและซิลิกาต่างกันมาก
  5. ไม่มีผู้รับผิดชอบเกณฑ์ควบคุมน้ำหลังส่งมอบ ระบบจ่ายเคมีและระบบระบายอัตโนมัติถูกตั้งค่าไว้ตอนเปิดใช้งานแล้วไม่มีใครทบทวนอีก จนค่าที่ตั้งไว้ไม่ตรงกับสภาพน้ำปัจจุบัน
  6. เทียบราคาข้อเสนอโดยไม่ดูขอบเขตงาน ข้อเสนอที่ราคาต่ำกว่าอาจไม่รวมงานปรับสภาพน้ำเติม จุดระบาย Blowdown ระบบจ่ายเคมี หรืองานไฟฟ้า การเทียบราคาจึงต้องเทียบบนขอบเขตและ Battery Limit เดียวกันก่อนเสมอ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Cooling Tower

Cooling Tower กับ Chiller ต่างกันอย่างไร

Cooling Tower กับ Chiller ทำหน้าที่คนละอย่างและมักทำงานร่วมกัน Chiller คือเครื่องทำน้ำเย็นที่ดึงความร้อนออกจากพื้นที่หรือกระบวนการผลิต ส่วน Cooling Tower คือหอที่รับความร้อนซึ่ง Chiller ถ่ายทิ้งมา แล้วระบายออกสู่บรรยากาศด้วยการระเหย พูดง่าย ๆ คือ Chiller ผลิตความเย็น ส่วน Cooling Tower เป็นทางออกของความร้อน

Cooling Tower ลดอุณหภูมิน้ำได้เท่าไร

Cooling Tower ลดอุณหภูมิน้ำได้เท่ากับค่า Range ที่ออกแบบไว้ ซึ่งเป็นผลต่างระหว่างน้ำขาเข้ากับน้ำขาออกของหอ ค่านี้ไม่ใช่ตัวเลขตายตัวของอุปกรณ์ แต่มาจากภาระความร้อนและอัตราน้ำหมุนเวียนของระบบนั้น ขีดจำกัดล่างของอุณหภูมิน้ำขาออกถูกกำหนดโดย Wet Bulb ของพื้นที่ติดตั้ง จึงเย็นกว่า Wet Bulb ไม่ได้

แผงรังผึ้ง (Fill) ใน Cooling Tower คืออะไร

แผงรังผึ้งหรือ Fill คือ วัสดุที่ติดตั้งภายใน Cooling Tower เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัสและเวลาสัมผัสระหว่างน้ำกับอากาศ ทำให้การระเหยเกิดได้มากขึ้นในพื้นที่เท่าเดิม Fill เป็นจุดที่ไวต่อการอุดตันจากตะกอน ตะกรัน และการเติบโตของจุลินทรีย์ จึงเป็นจุดแรกที่แสดงอาการเมื่อคุณภาพน้ำหลุดจากเกณฑ์

น้ำ Blowdown จาก Cooling Tower นำกลับมาใช้ซ้ำได้ไหม

น้ำ Blowdown จาก Cooling Tower นำกลับมาใช้ซ้ำได้ในหลายกรณี แต่ต้องเริ่มจากผลวิเคราะห์น้ำ Blowdown จริงและเป้าหมายการใช้งานปลายทางก่อน เพราะน้ำก้อนนี้มีความเข้มข้นของแร่ธาตุสูงกว่าน้ำเติมหลายเท่า ความคุ้มค่าขึ้นอยู่กับราคาน้ำ ค่าน้ำทิ้ง ปริมาณที่ระบายต่อวัน และต้นทุนของระบบปรับสภาพที่ต้องเพิ่ม

ต้องใช้น้ำ RO เติม Cooling Tower หรือไม่

ไม่จำเป็นเสมอไป การเลือกใช้น้ำ RO เป็นน้ำเติมควรมาจากผลวิเคราะห์น้ำและเพดาน Cycles of Concentration ที่ต้องการ ไม่ใช่จากความเข้าใจว่าน้ำยิ่งบริสุทธิ์ยิ่งดี ในหลายกรณีการลดความกระด้างด้วยระบบ Softener ร่วมกับการควบคุมการระบายที่เหมาะสมก็เพียงพอ และมีต้นทุนพลังงานต่ำกว่า ระบบ RO เหมาะกับกรณีที่น้ำเติมมีเกลือละลายสูงจนจำกัดเพดาน Cycles อย่างมีนัยสำคัญ

สรุปเรื่อง Cooling Tower คืออะไร

Cooling Tower คือ อุปกรณ์ที่ระบายความร้อนออกจากน้ำหล่อเย็นด้วยการระเหย และด้วยกลไกนี้เอง หอหล่อเย็นจึงเป็นระบบที่ใช้น้ำและทิ้งน้ำทุกวันตลอดอายุการใช้งาน ไม่ใช่อุปกรณ์ที่ซื้อมาติดตั้งแล้วจบ

สิ่งที่กำหนดต้นทุนและอายุของระบบจึงไม่ใช่ยี่ห้อของตัวหอ แต่เป็นคุณภาพน้ำเติม ปริมาณน้ำ Blowdown เพดาน Cycles of Concentration ที่เดินได้จริง และความต่อเนื่องของการดูแลหลังส่งมอบ

ขั้นตอนถัดไปที่ทำได้ทันที

  1. ส่งตัวอย่างน้ำจากแหล่งน้ำเติมไปวิเคราะห์ ค่าที่ต้องขอเป็นอย่างน้อยคือ Total Hardness, M-Alkalinity, Silica, Chloride และ Conductivity
  2. บันทึก Circulating Flow, อุณหภูมิน้ำเข้าและออก และชั่วโมงเดินระบบจริงในช่วงผลิตเต็มกำลัง
  3. อ่านมิเตอร์น้ำเติมและมิเตอร์น้ำ Blowdown ย้อนหลังอย่างน้อย 3 เดือน เพื่อดูว่าระบบเดินอยู่ที่กี่ Cycles จริง
  4. นำข้อมูลทั้งสามชุดมาจัดทำ Water Balance ก่อนตัดสินใจปรับปรุงระบบหรือขอข้อเสนอจากผู้ออกแบบ

Mitr Water โดย บริษัท มิตร นิรันดร์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ทำงานด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบน้ำขององค์กร ครอบคลุมการประเมินแหล่งน้ำและคุณภาพน้ำเติม การออกแบบระบบปรับสภาพน้ำ การจัดการน้ำ Blowdown และแนวทางนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ รวมถึงการวางระบบตรวจวัดที่ใช้ตัดสินใจได้จริง

หากมีผลวิเคราะห์น้ำและข้อมูลการเดินระบบพร้อมแล้ว ปรึกษาวิศวกรของเรา เพื่อทบทวน Design Basis ร่วมกันก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการออกแบบ หรือส่งรายละเอียดโครงการเข้ามาเพื่อนัดสำรวจหน้างาน