ค่า TDS มาตรฐานน้ำประปา เท่าไรจึงผ่าน และทำไมแต่ละหน่วยงานกำหนดไม่เท่ากัน

ค่า TDS มาตรฐานน้ำประปา

ค่า TDS มาตรฐานน้ำประปา คืออะไร และตัวเลขที่ใช้จริงคือเท่าไร

ค่า TDS มาตรฐานน้ำประปาในประเทศไทยไม่ได้มีตัวเลขเดียว การประปาส่วนภูมิภาคกำหนดไม่เกิน 600 มิลลิกรัมต่อลิตร ส่วนเกณฑ์คุณภาพน้ำประปาดื่มได้ของกรมอนามัย พ.ศ. 2563 กำหนดไม่เกิน 500 มิลลิกรัมต่อลิตร TDS (Total Dissolved Solids) คือปริมาณเกลืออนินทรีย์และสารอินทรีย์ปริมาณเล็กน้อยที่ละลายอยู่ในน้ำ รายงานเป็นมิลลิกรัมต่อลิตร

บทความนี้เขียนสำหรับผู้ดูแลระบบน้ำของโรงงานและอาคารที่รับน้ำประปาเป็นน้ำตั้งต้น เพื่อให้อ่านค่า TDS ได้ถูกฉบับ เข้าใจว่าตัวเลขนี้ใช้ตัดสินใจอะไรได้และตัดสินใจอะไรไม่ได้ และรู้ว่าต้องเตรียมข้อมูลอะไรก่อนคุยเรื่องระบบปรับคุณภาพน้ำ

Contents hide
การอ่านค่าน้ำ TDS

สรุปประเด็นสำคัญ

  • ค่า TDS มาตรฐานน้ำประปาของการประปาส่วนภูมิภาคกำหนดไม่เกิน 600 มิลลิกรัมต่อลิตร ส่วนเกณฑ์คุณภาพน้ำประปาดื่มได้ของกรมอนามัย พ.ศ. 2563 กำหนดไม่เกิน 500 มิลลิกรัมต่อลิตร
  • ตัวเลข 1,000 มิลลิกรัมต่อลิตรที่พบบ่อยบนอินเทอร์เน็ตมาจากเกณฑ์คุณภาพน้ำประปาของกรมอนามัยฉบับ พ.ศ. 2543 ซึ่งมีฉบับ พ.ศ. 2563 ออกมาทบทวนแล้ว
  • องค์การอนามัยโลกไม่ได้กำหนดค่า TDS เชิงสุขภาพ แต่จัดระดับการยอมรับด้านรสชาติไว้ที่ต่ำกว่า 300 มิลลิกรัมต่อลิตรคือดีเยี่ยม และสูงกว่า 1,200 มิลลิกรัมต่อลิตรคือยอมรับไม่ได้
  • เครื่องวัดค่า TDS แบบปากกาวัดค่าการนำไฟฟ้าแล้วแปลงเป็น TDS ด้วยแฟกเตอร์ที่เปลี่ยนไปตามชนิดของน้ำ จึงเป็นค่าประมาณ ไม่ใช่การวัด TDS โดยตรง
  • ค่า TDS บอกปริมาณรวมของสารที่ละลายอยู่ แต่ไม่บอกว่าเป็นสารชนิดใด จึงใช้ค่านี้เพียงค่าเดียวเลือกเทคโนโลยีหรือประเมินต้นทุนระบบน้ำไม่ได้

ทำไมค่า TDS มาตรฐานน้ำประปาของแต่ละหน่วยงานจึงไม่เท่ากัน ?

ค่า TDS มาตรฐานน้ำประปาต่างกันเพราะเกณฑ์แต่ละฉบับเขียนขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์คนละแบบ และบางฉบับเป็นเวอร์ชันเก่าที่มีฉบับใหม่มาทบทวนแล้ว ไม่ใช่เพราะหน่วยงานขัดแย้งกัน

ค่า TDS ต้องอ่านคู่กับชื่อเกณฑ์

เกณฑ์ของ การประปาส่วนภูมิภาค เป็นมาตรฐานที่ผู้ผลิตและจ่ายน้ำใช้คุมคุณภาพน้ำที่ส่งออกจากระบบ ส่วนเกณฑ์คุณภาพน้ำประปาดื่มได้ของ กรมอนามัย เป็นเกณฑ์สำหรับยืนยันว่าน้ำประปานั้นดื่มจากก๊อกได้ จึงเข้มกว่า

เกณฑ์หน่วยงานฉบับค่า TDSใช้กับอะไร
มาตรฐานคุณภาพน้ำประปาการประปาส่วนภูมิภาค1 ต.ค. 2024ไม่เกิน 600 มก./ล.คุณภาพน้ำที่ผู้ผลิตจ่ายเข้าระบบ
เกณฑ์คุณภาพน้ำประปาดื่มได้กรมอนามัยพ.ศ. 2563ไม่เกิน 500 มก./ล.ยืนยันว่าน้ำประปาดื่มจากก๊อกได้
เกณฑ์คุณภาพน้ำประปากรมอนามัยพ.ศ. 2543ไม่เกิน 1,000 มก./ล.ฉบับเดิม มีฉบับ พ.ศ. 2563 ทบทวนแล้ว

ตัวเลขที่เว็บไซต์จำนวนมากยกมาคือ 1,000 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งตรงกับ เกณฑ์คุณภาพน้ำประปาของกรมอนามัย พ.ศ. 2543 ฉบับนั้นกำหนดความกระด้างไม่เกิน 500 มิลลิกรัมต่อลิตร และความขุ่นไม่เกิน 10 เอ็นทียู ซึ่งต่างจากฉบับ พ.ศ. 2563 ที่กำหนดความกระด้างไม่เกิน 300 มิลลิกรัมต่อลิตร

องค์การอนามัยโลกอยู่คนละหมวดกับทั้งสามฉบับ เพราะเอกสาร Total dissolved solids in Drinking-water ของ WHO ระบุว่าไม่มีการกำหนดค่า TDS เชิงสุขภาพ (“No health-based guideline value is proposed for TDS”) แต่ให้เป็นระดับการยอมรับด้านรสชาติแทน

ระดับ TDS (มก./ล.)การยอมรับด้านรสชาติ ตาม WHO
ต่ำกว่า 300ดีเยี่ยม
300–600ดี
600–900พอใช้
900–1,200ไม่ดี
สูงกว่า 1,200ยอมรับไม่ได้

เกณฑ์ไหนที่โรงงานควรใช้เป็นตัวตั้ง

โรงงานควรใช้เกณฑ์ที่ผูกกับจุดใช้งานจริง ไม่ใช่เลือกเกณฑ์ที่เข้มที่สุดมาเป็นเป้าโดยอัตโนมัติ เพราะเกณฑ์น้ำประปาทุกฉบับเขียนขึ้นเพื่อการอุปโภคบริโภค ไม่ได้เขียนเพื่อกระบวนการผลิต

น้ำสำหรับหม้อไอน้ำ ระบบหล่อเย็น หรือกระบวนการล้างชิ้นงาน มักมีข้อกำหนดที่เข้มกว่าหรือคนละชุดกับเกณฑ์น้ำดื่ม เกณฑ์น้ำประปาจึงเป็นเพียงจุดตั้งต้นที่บอกว่าน้ำเข้ามาด้วยคุณภาพประมาณใด

ค่า TDS ในน้ำประปาสูงขึ้นได้จากสาเหตุอะไรบ้าง ?

ค่า TDS ในน้ำประปาสูงขึ้นจากปริมาณเกลือแร่ในแหล่งน้ำดิบเป็นหลัก ตามด้วยสารเคมีที่เติมในกระบวนการผลิตน้ำประปาและสภาพของระบบจ่ายน้ำ เอกสารของ WHO ระบุว่าค่า TDS จากแหล่งธรรมชาติพบได้ตั้งแต่ต่ำกว่า 30 ถึง 6,000 มิลลิกรัมต่อลิตร ขึ้นกับความสามารถในการละลายของแร่ธาตุในแต่ละพื้นที่

สาเหตุที่พบบ่อยในบริบทของไทยมีดังนี้

  • แหล่งน้ำดิบเป็นน้ำบาดาลในชั้นหินที่มีเกลือแร่ละลายสูง ทำให้ค่าตั้งต้นสูงกว่าพื้นที่อื่นตั้งแต่ต้นทาง
  • ช่วงฤดูแล้งที่ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำผิวดินลดลง ทำให้ความเข้มข้นของเกลือแร่เพิ่มขึ้น
  • การรุกล้ำของน้ำเค็มในพื้นที่ใกล้ปากแม่น้ำ ซึ่งทำให้ค่าคลอไรด์และค่า TDS ขึ้นพร้อมกัน
  • สารเคมีที่ใช้ในกระบวนการผลิตน้ำประปา เช่น สารสร้างตะกอนและสารปรับค่าความเป็นกรด-ด่าง
  • การชะละลายจากระบบท่อและถังเก็บน้ำภายในอาคาร โดยเฉพาะถังที่ไม่ได้ล้างตามรอบ

ความผันผวนตามฤดูกาลเป็นจุดที่มักถูกมองข้าม การวัดค่า TDS ครั้งเดียวจึงไม่พอสำหรับใช้ออกแบบระบบ เพราะค่าที่วัดได้ในฤดูฝนกับฤดูแล้งอาจต่างกันมากพอที่จะเปลี่ยนข้อสรุปเรื่องเทคโนโลยี

ค่า TDS บอกคุณภาพน้ำได้ครบหรือไม่ ?

TDS เป็นค่ารวม ไม่ใช่คะแนนความปลอดภัย

เอกสารของ WHO ระบุว่าองค์ประกอบหลักของ TDS มักเป็นแคลเซียม แมกนีเซียม โซเดียม โพแทสเซียม คาร์บอเนต ไบคาร์บอเนต คลอไรด์ ซัลเฟต และไนเตรต ซึ่งแต่ละตัวส่งผลต่อระบบน้ำต่างกัน

ค่า TDS บอกได้ค่า TDS บอกไม่ได้
ปริมาณรวมของสารที่ละลายอยู่ในน้ำชนิดของสารที่ประกอบเป็นค่านั้น
แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของแหล่งน้ำเมื่อวัดต่อเนื่องความเสี่ยงด้านจุลชีววิทยา เช่น โคลิฟอร์มแบคทีเรีย
สัญญาณคร่าว ๆ ว่าน้ำเปลี่ยนไปจากเดิมสารที่ไม่ละลาย เช่น ความขุ่นและตะกอนแขวนลอย
ระดับการยอมรับด้านรสชาติตามเกณฑ์ WHOโลหะหนักหรือสารเป็นพิษที่มีผลแม้ปริมาณต่ำมาก

เกณฑ์ของการประปาส่วนภูมิภาคเองก็สะท้อนเรื่องนี้ เพราะนอกจากค่า TDS ไม่เกิน 600 มิลลิกรัมต่อลิตรแล้ว ยังกำหนดพารามิเตอร์อื่นควบคู่อีกหลายสิบรายการ ตั้งแต่โลหะหนักไปจนถึงสารกัมมันตภาพรังสี

ค่าอะไรบ้างที่ต้องดูควบคู่กับค่า TDS

ค่าที่ควรอ่านพร้อมกับค่า TDS คือค่าที่กำหนดว่าระบบจะเกิดตะกรัน เกิดการกัดกร่อน หรือเกิดการอุดตันของเมมเบรน ซึ่งคุณภาพน้ำในภาพรวมต้องดูหลายค่าประกอบกัน

  • ความกระด้าง (Hardness as CaCO₃) บอกแนวโน้มการเกิดตะกรัน เกณฑ์ของการประปาส่วนภูมิภาคกำหนดไม่เกิน 300 มิลลิกรัมต่อลิตร
  • คลอไรด์ บอกแนวโน้มการกัดกร่อนของโลหะ เกณฑ์ของการประปาส่วนภูมิภาคกำหนดไม่เกิน 250 มิลลิกรัมต่อลิตร
  • ซิลิกา เป็นตัวกำหนดขีดจำกัดการเดินระบบของหม้อไอน้ำและระบบเมมเบรน และไม่ได้อยู่ในเกณฑ์น้ำประปา
  • เหล็กและแมงกานีส ทำให้เกิดคราบและอุดตันสารกรอง เกณฑ์ของการประปาส่วนภูมิภาคกำหนดไม่เกิน 0.3 และ 0.08 มิลลิกรัมต่อลิตรตามลำดับ
  • ความขุ่น บอกปริมาณสารแขวนลอยซึ่งไม่ถูกนับรวมในค่า TDS โดยเกณฑ์กำหนดไม่เกิน 4 เอ็นทียู
  • ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) มีผลต่อทั้งการกัดกร่อนและประสิทธิภาพของกระบวนการปรับคุณภาพน้ำ โดยเกณฑ์กำหนดช่วง 6.5–8.5
  • คลอรีนอิสระคงเหลือ เกณฑ์กำหนดไม่น้อยกว่า 0.2 มิลลิกรัมต่อลิตรในระบบจ่ายน้ำ และเป็นตัวที่ต้องกำจัดก่อนเข้าเมมเบรนบางชนิด

เครื่องวัดค่า TDS แบบปากกา วัดค่าได้แม่นแค่ไหน

เครื่องวัดค่า TDS แบบปากกาไม่ได้วัดค่า TDS โดยตรง แต่วัดค่าการนำไฟฟ้าจำเพาะของน้ำแล้วแปลงเป็นค่า TDS ด้วยแฟกเตอร์ เอกสารของ WHO ระบุว่าแฟกเตอร์นี้เปลี่ยนไปตามชนิดของน้ำ ค่าที่อ่านได้จึงเป็นค่าประมาณ

ค่าปากกาวัด TDS วัดจากอะไร

วิธีอ้างอิงที่ใช้ในห้องปฏิบัติการคือการอบแห้งแล้วชั่งน้ำหนัก ซึ่งหน้าเกณฑ์คุณภาพน้ำของกรมอนามัยระบุวิธีไว้ว่า TDS Dried at 180 °C เอกสารของ WHO ระบุเพิ่มว่าวิธีชั่งน้ำหนักจะสูญเสียสารอินทรีย์ระเหยง่ายไปในระหว่างการอบ

ผลที่ตามมาในทางปฏิบัติคือ ค่าจากปากกาวัดใช้เฝ้าดูแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงรายวันได้ แต่ใช้เป็นข้อมูลตั้งต้นในการออกแบบระบบไม่ได้ งานออกแบบต้องใช้ผลวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการที่ระบุวิธีทดสอบและจุดเก็บตัวอย่าง

ค่า TDS ระดับใดเริ่มกระทบเครื่องจักรและต้นทุนของโรงงาน ?

ค่า TDS ไม่มีตัวเลขสากลที่บอกว่าเกินเท่าใดแล้วเครื่องจักรจะเสียหาย เพราะผลกระทบขึ้นกับว่าสารที่ประกอบเป็นค่านั้นคืออะไร และระบบปลายทางเดินที่อุณหภูมิและความเข้มข้นเท่าใด สิ่งที่บอกได้คือกลไกที่ทำให้ต้นทุนเปลี่ยน

ในหม้อไอน้ำและระบบหล่อเย็น น้ำจะระเหยออกไปแต่เกลือแร่ยังอยู่ ทำให้ความเข้มข้นในระบบสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามรอบการหมุนเวียน ยิ่งน้ำเติมมีค่า TDS สูง จำนวนรอบที่เดินได้ก่อนต้องระบายน้ำทิ้งก็ยิ่งน้อยลง

ผลที่ตามมาคือปริมาณน้ำที่ต้องระบายทิ้งเพิ่มขึ้น ปริมาณน้ำเติมเพิ่มขึ้น และปริมาณสารเคมีที่ใช้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ต้นทุนจึงขยับทั้งค่าน้ำ ค่าสารเคมี และค่าพลังงาน

สำหรับระบบเมมเบรน ค่า TDS ที่สูงขึ้นทำให้แรงดันออสโมติกสูงขึ้น ระบบต้องใช้แรงดันมากขึ้นเพื่อผลิตน้ำในอัตราเดิม ซึ่งสะท้อนกลับมาที่ค่าไฟต่อลูกบาศก์เมตร

ตัวเลขที่ใช้ตัดสินใจจริงต้องมาจากการคำนวณบนข้อมูลของโรงงานนั้นเอง ทั้งคุณภาพน้ำเติม อัตราการใช้น้ำ และชั่วโมงเดินระบบ

ก่อนตัดสินใจติดตั้งระบบลดค่า TDS ต้องเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง ?

ข้อมูลที่ต้องเตรียมก่อนตัดสินใจติดตั้งระบบลดค่า TDS มี 6 ชุด และเกือบทั้งหมดเป็นข้อมูลที่โรงงานมีอยู่แล้วหรือเก็บได้เองภายในไม่กี่สัปดาห์

  1. ผลวิเคราะห์น้ำฉบับเต็ม ไม่ใช่เฉพาะค่า TDS ต้องมีความกระด้าง คลอไรด์ ซัลเฟต ซิลิกา เหล็ก แมงกานีส ความขุ่น และค่าความเป็นกรด-ด่าง พร้อมระบุวิธีทดสอบ
  2. ค่าย้อนหลังหลายฤดูกาล อย่างน้อยให้ครอบคลุมทั้งช่วงฤดูฝนและฤดูแล้ง เพื่อให้เห็นช่วงความผันผวนจริงแทนค่าเดียว
  3. อัตราการใช้น้ำและชั่วโมงเดินระบบ ระบุเป็นลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมงและชั่วโมงต่อวัน พร้อมแยกช่วงใช้งานสูงสุดออกจากค่าเฉลี่ย
  4. คุณภาพน้ำเป้าหมายตามจุดใช้งาน เพราะน้ำสำหรับหม้อไอน้ำ ระบบหล่อเย็น และน้ำอุปโภคมีข้อกำหนดคนละชุด
  5. จุดเก็บตัวอย่างและวันที่เก็บ เพื่อให้รู้ว่าค่าที่ได้เป็นน้ำก่อนหรือหลังถังเก็บ ซึ่งมักให้ผลต่างกัน
  6. พื้นที่ ระบบไฟฟ้า และจุดระบายน้ำทิ้ง เพราะระบบที่ลดค่า TDS ได้ทุกแบบล้วนสร้างน้ำทิ้งความเข้มข้นสูงที่ต้องมีที่ไป

ข้อมูลชุดนี้คือสิ่งที่ทำให้ข้อเสนอจากผู้ให้บริการหลายรายเปรียบเทียบกันได้ หากแต่ละรายใช้อัตราการใช้น้ำและชั่วโมงเดินระบบคนละค่า ราคาที่เห็นจะเทียบกันไม่ได้ตั้งแต่ต้น รายละเอียดเรื่องนี้อยู่ในการวิเคราะห์น้ำก่อนเริ่มออกแบบ

เทคโนโลยีใดลดค่า TDS ได้จริง และเทคโนโลยีใดลดไม่ได้ ?

เทคโนโลยีที่ลดค่า TDS ได้จริงคือกลุ่มที่แยกไอออนออกจากน้ำ ได้แก่ Reverse Osmosis (RO), Nanofiltration (NF) และ Deionization (DI) ส่วน Softener, Ultrafiltration (UF) และถังกรองทรายไม่ได้ลดค่า TDS แม้จะแก้ปัญหาน้ำเรื่องอื่นได้

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือเรื่อง Softener ระบบนี้แลกไอออนแคลเซียมและแมกนีเซียมออกไปแล้วใส่โซเดียมเข้ามาแทน ความกระด้างจึงลดลงจริง แต่ปริมาณของแข็งละลายรวมไม่ได้ลดลง

ลดค่า TDS หรือแก้ปัญหาอื่น
เทคโนโลยีลดค่า TDSแก้ปัญหาอะไรได้จริงต้องเตรียมอะไร
Reverse Osmosis (RO)ได้แยกไอออนและสารละลายส่วนใหญ่ออกจากน้ำต้องมีการกรองขั้นต้นและกำจัดคลอรีน เกิดน้ำทิ้งเข้มข้นที่ต้องมีที่ไป
Nanofiltration (NF)ได้บางส่วนลดความกระด้างและไอออนประจุคู่เป็นหลักต้องมีการกรองขั้นต้น เกิดน้ำทิ้งเช่นกัน
Deionization (DI)ได้ผลิตน้ำความบริสุทธิ์สูงสำหรับกระบวนการเฉพาะต้องลดภาระด้วย RO ก่อน มีค่าสารเคมีหรือค่าเปลี่ยนเรซิน
Softenerไม่ได้ลดความกระด้างเพื่อป้องกันตะกรันต้องมีเกลือสำหรับฟื้นสภาพและจุดระบายน้ำล้าง
Ultrafiltration (UF)ไม่ได้แยกสารแขวนลอย ความขุ่น และจุลชีพบางกลุ่มต้องมีการล้างย้อนตามรอบ
ถังกรองทรายไม่ได้ลดความขุ่นและตะกอนแขวนลอยต้องมีการล้างย้อนและเปลี่ยนสารกรองตามอายุ

การเลือกจึงต้องเริ่มจากปัญหาปลายทาง ไม่ใช่เริ่มจากค่า TDS หากปัญหาคือตะกรันในหม้อไอน้ำ ทางแก้อาจเป็นระบบน้ำอ่อนและการจัดการน้ำกระด้างโดยไม่ต้องลดค่า TDS เลย แต่หากปลายทางต้องการน้ำที่มีไอออนต่ำจริง ๆ จึงค่อยพิจารณาระบบ RO อุตสาหกรรม

ทุกเทคโนโลยีที่ลดค่า TDS ได้จะสร้างน้ำทิ้งความเข้มข้นสูงเสมอ การออกแบบระบบกรองน้ำอุตสาหกรรมจึงต้องตอบเรื่องปลายทางของน้ำทิ้งไปพร้อมกัน ไม่ใช่ตอบเฉพาะคุณภาพน้ำที่ผลิตได้

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อใช้ค่า TDS ตัดสินใจ คืออะไร ?

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือการใช้ค่า TDS ค่าเดียวเลือกเทคโนโลยี ซึ่งทำให้เลือกระบบที่ไม่ตรงปัญหาและต้องแก้ไขเพิ่มหลังติดตั้ง

  • ใช้ค่า TDS ค่าเดียวเลือกเครื่อง ผลเสียคือระบบอาจแก้ไม่ตรงจุด เช่น ติดตั้งระบบลดค่า TDS ทั้งที่ปัญหาจริงคือเหล็กและความขุ่น ซึ่งแก้ได้ด้วยระบบที่ลงทุนน้อยกว่า
  • วัดครั้งเดียวแล้วสรุป ผลเสียคือระบบถูกออกแบบบนค่าที่ไม่ครอบคลุมช่วงฤดูแล้ง แล้วผลิตน้ำได้ไม่ตามเป้าในช่วงที่ค่าขึ้นสูง
  • เข้าใจว่าค่า TDS ต่ำแปลว่าน้ำปลอดภัย ผลเสียคือมองข้ามความเสี่ยงด้านจุลชีววิทยาและโลหะหนัก ซึ่งเป็นคนละพารามิเตอร์และไม่สะท้อนในค่า TDS
  • ใช้ค่าจากปากกาวัดเป็นข้อมูลออกแบบ ผลเสียคือค่าที่ได้เป็นค่าประมาณจากการนำไฟฟ้า ทำให้การคำนวณขนาดระบบคลาดเคลื่อนตั้งแต่ต้น
  • ขอราคาโดยยังไม่มีข้อมูลตั้งต้นชุดเดียวกัน ผลเสียคือข้อเสนอแต่ละรายคำนวณบนอัตราการใช้น้ำและชั่วโมงเดินระบบคนละค่า ทำให้เปรียบเทียบราคากันไม่ได้

ข้อผิดพลาดทั้งหมดนี้มีต้นเหตุเดียวกัน คือการปฏิบัติกับค่า TDS เหมือนเป็นคะแนนคุณภาพน้ำ ทั้งที่มันเป็นเพียงค่าผลรวมที่ต้องอ่านคู่กับค่าอื่น

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่า TDS มาตรฐานน้ำประปา

น้ำดื่มควรมีค่า TDS เท่าไร

องค์การอนามัยโลกไม่ได้กำหนดค่า TDS เชิงสุขภาพสำหรับน้ำดื่ม แต่จัดระดับการยอมรับด้านรสชาติไว้ว่าต่ำกว่า 300 มิลลิกรัมต่อลิตรคือดีเยี่ยม และ 300–600 มิลลิกรัมต่อลิตรคือดี สำหรับเกณฑ์ที่ใช้ในไทย เกณฑ์คุณภาพน้ำประปาดื่มได้ของกรมอนามัย พ.ศ. 2563 กำหนดไม่เกิน 500 มิลลิกรัมต่อลิตร

ค่า TDS ของน้ำ RO ควรอยู่ที่เท่าไร

ค่า TDS ของน้ำ RO ที่เหมาะสมกำหนดจากคุณภาพน้ำเป้าหมายของจุดใช้งาน ไม่ใช่จากตัวเลขมาตรฐานกลาง งานหม้อไอน้ำ งานล้างชิ้นงานอิเล็กทรอนิกส์ และน้ำอุปโภคต้องการค่าคนละระดับ ผู้ผลิตเมมเบรนจะระบุอัตราการกำจัดเกลือเป็นเปอร์เซ็นต์ภายใต้เงื่อนไขทดสอบมาตรฐาน ค่าจริงจึงขึ้นกับคุณภาพน้ำเข้าและเงื่อนไขการเดินระบบของแต่ละแห่ง

ค่า TDS ต่ำมากแปลว่าน้ำดีกว่าใช่หรือไม่

ไม่เสมอไป เอกสารของ WHO ระบุว่าน้ำที่มีค่า TDS ต่ำมากอาจไม่เป็นที่ยอมรับเพราะรสชาติจืด และมักกัดกร่อนระบบท่อส่งน้ำ ในงานระบบน้ำ ค่า TDS ที่ต่ำเกินความจำเป็นยังหมายถึงต้นทุนพลังงานและน้ำทิ้งที่สูงขึ้นโดยไม่ได้ประโยชน์เพิ่ม

ppm กับ mg/L ต่างกันอย่างไร

ในการรายงานค่า TDS ของน้ำจืด ทั้งสองหน่วยใช้แทนกันได้ในทางปฏิบัติ เพราะน้ำ 1 ลิตรมีมวลประมาณ 1 กิโลกรัม ทำให้ 1 มิลลิกรัมต่อลิตรเท่ากับประมาณ 1 ส่วนในล้านส่วน เกณฑ์ทางการของไทยรายงานเป็นมิลลิกรัมต่อลิตร ขณะที่เครื่องวัดแบบปากกามักแสดงเป็น ppm

ควรตรวจค่า TDS ของน้ำประปาบ่อยแค่ไหน

ความถี่ที่เหมาะสมขึ้นกับความผันผวนของแหล่งน้ำและความอ่อนไหวของกระบวนการปลายทาง หลักการคือต้องมีข้อมูลครอบคลุมทั้งฤดูฝนและฤดูแล้งก่อนใช้ออกแบบระบบ และมีการเฝ้าดูต่อเนื่องหลังติดตั้งเพื่อจับแนวโน้มก่อนคุณภาพน้ำหลุดเกณฑ์

สรุปเรื่องค่า TDS มาตรฐานน้ำประปา

ค่า TDS มาตรฐานน้ำประปาที่ใช้อ้างอิงได้ในปัจจุบันมีสองตัวเลข คือไม่เกิน 600 มิลลิกรัมต่อลิตรตามมาตรฐานของการประปาส่วนภูมิภาค และไม่เกิน 500 มิลลิกรัมต่อลิตรตามเกณฑ์คุณภาพน้ำประปาดื่มได้ของกรมอนามัย พ.ศ. 2563 ส่วนตัวเลข 1,000 มิลลิกรัมต่อลิตรที่ยังพบได้ทั่วไปคือเกณฑ์ฉบับ พ.ศ. 2543 ซึ่งมีฉบับใหม่ทบทวนแล้ว

สิ่งที่สำคัญกว่าการจำตัวเลขคือการรู้ว่าค่า TDS เป็นค่าผลรวม ไม่ได้บอกชนิดของสารที่ละลายอยู่ การตัดสินใจเรื่องระบบผลิตน้ำประปาหรือระบบปรับคุณภาพน้ำจึงต้องอ่านค่านี้คู่กับความกระด้าง คลอไรด์ ซิลิกา เหล็ก แมงกานีส ความขุ่น และค่าความเป็นกรด-ด่าง

ขั้นตอนถัดไปที่ทำได้เลย คือรวบรวมผลวิเคราะห์น้ำฉบับเต็มย้อนหลังให้ครอบคลุมทั้งฤดูฝนและฤดูแล้ง พร้อมอัตราการใช้น้ำเป็นลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ชั่วโมงเดินระบบต่อวัน และคุณภาพน้ำเป้าหมายของแต่ละจุดใช้งาน ข้อมูลชุดนี้คือสิ่งที่ทำให้ประเมินได้ว่าน้ำประปาที่ใช้อยู่เพียงพอกับกระบวนการหรือต้องปรับคุณภาพเพิ่ม และทำให้ข้อเสนอจากผู้ให้บริการแต่ละรายเปรียบเทียบกันได้บนพื้นฐานเดียวกัน

Mitr Water โดย บริษัท มิตร นิรันดร์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ทำงานกับโครงการระบบน้ำระดับโรงงาน นิคมอุตสาหกรรม และโครงการขนาดใหญ่ หากต้องการให้ประเมินว่าคุณภาพน้ำที่มีอยู่เหมาะกับจุดใช้งานหรือไม่ ปรึกษาวิศวกรของเรา พร้อมส่งผลวิเคราะห์น้ำและข้อมูลการใช้น้ำมาประกอบการพิจารณา