ค่ามาตรฐานน้ำประปา คืออะไร และใครเป็นผู้กำหนด
ค่ามาตรฐานน้ำประปา คือเกณฑ์คุณภาพน้ำที่ใช้ตัดสินว่าน้ำซึ่งจ่ายออกจากระบบผลิตน้ำประปาปลอดภัยและเหมาะกับการอุปโภคบริโภคหรือไม่ ครอบคลุมคุณลักษณะทางกายภาพ เคมี สารเป็นพิษ และจุลชีววิทยา จุดที่เข้าใจผิดกันบ่อยคือประเทศไทยไม่ได้ใช้ค่ามาตรฐานน้ำประปาชุดเดียว แต่มีอย่างน้อย 3 ชุดที่ใช้ต่างบริบทกัน
บทความนี้เขียนให้ผู้ดูแลระบบประปาชุมชน เทศบาล และนิคมอุตสาหกรรม รวมถึงผู้ดูแลระบบน้ำโรงงานที่รับน้ำประปาไปใช้ต่อ สิ่งที่จะได้คือค่าเกณฑ์จริงพร้อมหน่วยและที่มา ความต่างระหว่างเกณฑ์แต่ละชุด ค่าที่ควรเฝ้าระวังก่อนคุณภาพน้ำหลุด และข้อจำกัดก่อนนำน้ำประปาไปใช้กับกระบวนการผลิต

สรุปประเด็นสำคัญ
- ค่ามาตรฐานน้ำประปาของไทยมีอย่างน้อย 3 ชุด คือเกณฑ์ของการประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค และเกณฑ์คุณภาพน้ำประปาดื่มได้ของกรมอนามัย พ.ศ. 2563 ซึ่งกำหนดค่าไม่เท่ากัน
- ค่าของแข็งละลายน้ำทั้งหมด (TDS) ต่างกันถึงสองเท่า โดยกรมอนามัยกำหนดไม่เกิน 500 มิลลิกรัมต่อลิตร การประปาส่วนภูมิภาคไม่เกิน 600 มิลลิกรัมต่อลิตร และการประปานครหลวงอ้างค่าแนะนำที่ 1,000 มิลลิกรัมต่อลิตร
- ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ทั้งสามชุดกำหนดตรงกันที่ 6.5–8.5 ขณะที่ความขุ่น แมงกานีส ทองแดง และปรอท กำหนดต่างกัน
- การประปาส่วนภูมิภาคกำหนดคลอรีนอิสระคงเหลือในระบบจ่ายน้ำไม่น้อยกว่า 0.2 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งเป็นค่าที่ใช้เฝ้าระวังการปนเปื้อนซ้ำในเส้นท่อ
- การผ่านค่ามาตรฐานน้ำประปาหมายถึงน้ำเหมาะกับการอุปโภคบริโภค ไม่ได้หมายความว่าใช้กับหม้อไอน้ำ ระบบหล่อเย็น หรือกระบวนการที่ต้องการน้ำบริสุทธิ์สูงได้ทันที
ค่ามาตรฐานน้ำประปาในไทย มีกี่ชุด และแต่ละชุดใช้กับใคร ?
ค่ามาตรฐานน้ำประปาในไทยที่ใช้อ้างอิงจริงมี 3 ชุดหลัก ผู้ดูแลระบบต้องรู้ก่อนว่าระบบของตนอยู่ใต้เกณฑ์ชุดไหน เพราะค่าเดียวกันอาจผ่านชุดหนึ่งแต่ไม่ผ่านอีกชุดหนึ่ง
| ชุดเกณฑ์ | ผู้กำหนด | ขอบเขตการใช้ | จุดเน้น |
|---|---|---|---|
| มาตรฐานคุณภาพน้ำประปาของการประปานครหลวง | การประปานครหลวง (กปน.) | พื้นที่บริการ กปน. — กรุงเทพฯ นนทบุรี สมุทรปราการ | อ้างข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลก ปี 2011 · 5 หมวด |
| มาตรฐานคุณภาพน้ำประปาของการประปาส่วนภูมิภาค | การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) | พื้นที่บริการ กปภ. ทั่วประเทศนอกเขต กปน. | 7 หมวด · มีสารกำจัดศัตรูพืชและไตรฮาโลมีเทนรายตัว · ระบุคลอรีนคงเหลือ |
| เกณฑ์คุณภาพน้ำประปาดื่มได้ พ.ศ. 2563 | กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข | ใช้รับรองว่าน้ำประปา “ดื่มได้” — ประปาหมู่บ้าน ท้องถิ่น อาคาร | เข้มกว่าในหลายค่า · เป็นเกณฑ์สมัครใจเพื่อขอรับรอง |
ที่มา: มาตรฐานคุณภาพน้ำประปาของการประปาส่วนภูมิภาค ฉบับเผยแพร่ 1 ตุลาคม 2567 · มาตรฐานคุณภาพน้ำประปาของการประปานครหลวง ตามข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลก ปี 2011 · เกณฑ์คุณภาพน้ำ กองห้องปฏิบัติการสาธารณสุข กรมอนามัย
ความต่างนี้มีผลกับการออกแบบโดยตรง เพราะเกณฑ์ที่อ้างจะกลายเป็น Product Water Target ของระบบผลิตน้ำประปา ตั้งเป้าไว้ที่เกณฑ์หลวมแล้วภายหลังต้องขอรับรองตามเกณฑ์ที่เข้มกว่า จะกลายเป็นการปรับปรุงระบบย้อนหลังที่แพงกว่าการกำหนดเป้าให้ถูกตั้งแต่ต้น

เกณฑ์ของการประปานครหลวงกับการประปาส่วนภูมิภาค ต่างกันตรงไหน
เกณฑ์ของสองหน่วยงานต่างกันชัดที่สุด 3 จุด การประปานครหลวงอ้างค่าแนะนำของแข็งละลายน้ำทั้งหมดที่ 1,000 มิลลิกรัมต่อลิตร ขณะที่การประปาส่วนภูมิภาคกำหนดไม่เกิน 600 มิลลิกรัมต่อลิตร ส่วนแมงกานีส การประปาส่วนภูมิภาคเข้มกว่าที่ไม่เกิน 0.08 มิลลิกรัมต่อลิตร เทียบกับค่าแนะนำ 0.1 มิลลิกรัมต่อลิตรของการประปานครหลวง
จุดที่สามคือ ตารางเกณฑ์ของการประปานครหลวงฉบับที่อ้างข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลกปี 2011 ไม่ได้ระบุค่าความกระด้างทั้งหมดไว้ ขณะที่การประปาส่วนภูมิภาคกำหนดไม่เกิน 300 มิลลิกรัมต่อลิตรในรูปแคลเซียมคาร์บอเนต หากผู้ใช้น้ำมีปัญหาตะกรัน การอ้างเพียงว่าน้ำผ่านเกณฑ์จึงยังไม่ตอบคำถามเรื่องความกระด้าง
เกณฑ์คุณภาพน้ำประปาดื่มได้ของกรมอนามัย เข้มกว่าอย่างไร
เกณฑ์คุณภาพน้ำประปาดื่มได้ของกรมอนามัย พ.ศ. 2563 เข้มกว่าในค่าที่เกี่ยวกับการดื่มโดยตรง โดยกำหนดของแข็งละลายน้ำทั้งหมดไม่เกิน 500 มิลลิกรัมต่อลิตร และทองแดงไม่เกิน 1 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งต่ำกว่าทั้งสองหน่วยงานประปาที่กำหนดไว้ 2 มิลลิกรัมต่อลิตร
ด้านจุลชีววิทยา กรมอนามัยกำหนดโคลิฟอร์มแบคทีเรียและอี. โคไล ต้องน้อยกว่า 1.1 เอ็มพีเอ็นต่อ 100 มิลลิลิตร ส่วนการประปาส่วนภูมิภาคกำหนดเป็น “ไม่พบ” ใน 100 มิลลิลิตร และครอบคลุมเชื้อเพิ่มอีก 3 ชนิด คือสแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส ซาลโมเนลลา และคลอสตริเดียม เพอร์ฟริงเจนส์ เกณฑ์ชุดนี้จึงเป็นชุดที่ผู้ดูแลระบบประปาหมู่บ้านและอาคารใช้อ้างบ่อยที่สุด
ค่ามาตรฐานน้ำประปาทางกายภาพและเคมี กำหนดไว้เท่าไหร่ ?
ค่ามาตรฐานน้ำประปาทางกายภาพและเคมีที่ใช้ตัดสินงานประจำวันมีราว 12 ค่า ตารางด้านล่างเทียบทั้ง 3 ชุดไว้ในที่เดียว
| พารามิเตอร์ | หน่วย | กปน. (อ้าง WHO 2011) | กปภ. | กรมอนามัย พ.ศ. 2563 |
|---|---|---|---|---|
| ความเป็นกรด-ด่าง (pH) | – | 6.5–8.5 | 6.5–8.5 | 6.5–8.5 |
| ความขุ่น (Turbidity) | NTU | 4.0 | ไม่เกิน 4 | ไม่เกิน 5 |
| สีปรากฏ (Apparent colour) | Pt-Co / TCU | 15 | ไม่เกิน 15 | ไม่เกิน 15 |
| ของแข็งละลายน้ำทั้งหมด (TDS) | มก./ล. | 1,000 | ไม่เกิน 600 | ไม่เกิน 500 |
| ความกระด้างทั้งหมด (as CaCO₃) | มก./ล. | ไม่ระบุในตาราง | ไม่เกิน 300 | ไม่เกิน 300 |
| เหล็ก (Iron) | มก./ล. | 0.3 | ไม่เกิน 0.3 | ไม่เกิน 0.3 |
| แมงกานีส (Manganese) | มก./ล. | 0.1 | ไม่เกิน 0.08 | ไม่เกิน 0.3 |
| ทองแดง (Copper) | มก./ล. | 2 | ไม่เกิน 2.0 | ไม่เกิน 1 |
| ซัลเฟต (Sulfate) | มก./ล. | 250 | ไม่เกิน 250 | ไม่เกิน 250 |
| คลอไรด์ (Chloride) | มก./ล. | 250 | ไม่เกิน 250 | ไม่เกิน 250 |
| ฟลูออไรด์ (Fluoride) | มก./ล. | 0.7 | ไม่เกิน 0.7 | ไม่เกิน 0.7 |
| ไนเตรต (as NO₃⁻) | มก./ล. | 50 | ไม่เกิน 50 | ไม่เกิน 50 |
| คลอรีนอิสระคงเหลือในระบบจ่ายน้ำ | มก./ล. | – | ไม่น้อยกว่า 0.2 | – |
เงื่อนไขการอ่าน: ค่าของการประปานครหลวงเป็นค่าแนะนำตามข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลก ปี 2011 · ค่าของการประปาส่วนภูมิภาคเป็นค่ามาตรฐานตามเอกสารเผยแพร่ฉบับ 1 ตุลาคม 2567 · ค่าของกรมอนามัยเป็นเกณฑ์คุณภาพน้ำประปาดื่มได้ พ.ศ. 2563 · เครื่องหมาย – คือไม่ได้ระบุในตารางเกณฑ์ชุดนั้น
ค่าที่ต้องอ่านคู่กันคือความขุ่นกับคลอรีนอิสระคงเหลือ เพราะเอกสารของการประปานครหลวงระบุหมายเหตุว่าความขุ่นไม่มีผลต่อสุขภาพโดยตรง แต่ควรต่ำกว่า 0.1 NTU เพื่อประสิทธิภาพของการฆ่าเชื้อ แปลว่าน้ำที่ความขุ่น 3 NTU ยังผ่านเกณฑ์ แต่การฆ่าเชื้อทำงานได้ด้อยกว่า
ส่วนค่าความเป็นกรด-ด่างที่ทั้งสามชุดกำหนดตรงกันที่ 6.5–8.5 เป็นช่วงที่คุมทั้งการกัดกร่อนเส้นท่อและประสิทธิภาพของคลอรีน รายละเอียดอยู่ในเรื่องค่า pH ของน้ำ
ค่ามาตรฐานน้ำประปาด้านโลหะหนักและจุลชีววิทยา ต้องไม่เกินเท่าไหร่ ?
ค่ามาตรฐานน้ำประปาด้านโลหะหนักและจุลชีววิทยาเกี่ยวกับความปลอดภัยโดยตรง จึงกำหนดไว้ในระดับต่ำมากและตรงกันเกือบทั้งหมดระหว่างเกณฑ์ทั้ง 3 ชุด
| พารามิเตอร์ | หน่วย | กปน. (อ้าง WHO 2011) | กปภ. | กรมอนามัย พ.ศ. 2563 |
|---|---|---|---|---|
| ตะกั่ว (Lead) | มก./ล. | 0.01 | ไม่เกิน 0.01 | ไม่เกิน 0.01 |
| สารหนู (Arsenic) | มก./ล. | 0.01 | ไม่เกิน 0.01 | ไม่เกิน 0.01 |
| แคดเมียม (Cadmium) | มก./ล. | 0.003 | ไม่เกิน 0.003 | ไม่เกิน 0.003 |
| โครเมียมรวม (Total chromium) | มก./ล. | 0.05 | ไม่เกิน 0.05 | ไม่เกิน 0.05 |
| ปรอท (Mercury) | มก./ล. | 0.006 (ปรอทอนินทรีย์) | ไม่เกิน 0.001 | ไม่เกิน 0.001 |
| ไซยาไนด์ (Cyanide) | มก./ล. | 0.5 | ไม่เกิน 0.07 | – |
| โคลิฟอร์มแบคทีเรียทั้งหมด | ใน 100 มล. | – | ไม่พบ | น้อยกว่า 1.1 MPN |
| อี. โคไล (E. coli) | ใน 100 มล. | ไม่พบ | ไม่พบ | น้อยกว่า 1.1 MPN |
ที่มาเดียวกับตารางก่อนหน้า · ค่าปรอทของการประปานครหลวงระบุเป็นปรอทอนินทรีย์ตามข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลก ปี 2011 จึงไม่เทียบตรงกับปรอทรวมของอีกสองชุด
ค่าปรอทและไซยาไนด์ของการประปานครหลวงหลวมกว่าเพราะยึดค่าแนะนำสากลรายสารคนละฐานกับอีกสองชุด ไม่ใช่เพราะคุณภาพน้ำต่างกัน
กลุ่มจุลชีววิทยาต้องเก็บตัวอย่างถี่กว่ากลุ่มโลหะหนักมาก เพราะโลหะหนักมาจากแหล่งน้ำดิบและวัสดุระบบซึ่งเปลี่ยนแปลงช้า ขณะที่การปนเปื้อนเชื้อเกิดได้ทุกเมื่อจากท่อรั่ว แรงดันตก หรือถังเก็บน้ำที่ไม่ปิดสนิท เอกสารของการประปานครหลวงจึงแนบจำนวนตัวอย่างขั้นต่ำต่อปีตามขนาดประชากรที่ให้บริการไว้ด้วย

ถ้าค่ามาตรฐานน้ำประปาหลุดเกณฑ์ จะกระทบอะไรบ้าง ?
ค่ามาตรฐานน้ำประปาที่หลุดเกณฑ์ส่งผลกระทบ 3 ชั้น ซึ่งเกิดไม่พร้อมกันและมีต้นทุนต่างกันมาก ผู้ดูแลระบบที่เห็นเฉพาะชั้นแรกมักประเมินความเสียหายต่ำกว่าจริง
ชั้นที่ 1 ผู้ใช้น้ำ — ค่ากลุ่มกายภาพอย่างสีและความขุ่นถูกร้องเรียนเร็วที่สุดเพราะมองเห็นได้ ส่วนโลหะหนักและจุลชีววิทยาที่มีผลต่อสุขภาพมากกว่ากลับมองไม่เห็นและรู้ตัวช้า
ชั้นที่ 2 ตัวระบบ — ความกระด้างที่สูงต่อเนื่องสร้างตะกรันในเส้นท่อ ปั๊ม และอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อนปลายทาง ส่วน pH ที่เบี่ยงออกจากช่วง 6.5–8.5 เร่งการกัดกร่อนท่อโลหะ ทำให้เหล็กจากผนังท่อละลายกลับเข้าน้ำ
ชั้นที่ 3 ต้นทุนและความต่อเนื่อง — เมื่อค่าหลุดแล้วจึงแก้ ทางเลือกมักเหลือเพียงเพิ่มสารเคมี เพิ่มรอบล้างย้อน หรือหยุดจ่ายน้ำบางโซนเพื่อล้างเส้นท่อ ทั้งสามทางเพิ่มต้นทุนต่อลูกบาศก์เมตรและกระทบความต่อเนื่องของการจ่ายน้ำ
ต้องวัดค่าอะไรเพื่อรู้ก่อนที่คุณภาพน้ำประปาจะหลุดเกณฑ์ ?
ค่าที่ควรวัดเพื่อรู้ก่อนคุณภาพน้ำประปาหลุดเกณฑ์ ไม่ใช่ทุกค่าในตารางค่ามาตรฐานน้ำประปา แต่เป็นค่าที่เปลี่ยนก่อนค่าอื่นและวัดได้เร็วพอจะแก้ทัน หลักการคือแยกค่าเฝ้าระวังเชิงปฏิบัติการออกจากค่าตรวจรับรองตามเกณฑ์
- ความขุ่นที่ขาออกของระบบผลิต — เปลี่ยนก่อนเสมอเมื่อสารกรองเริ่มอิ่มตัวหรือการตกตะกอนด้อยลง และมีต้นทุนต่อจุดวัดต่ำที่สุด
- ผลต่างความดันคร่อมถังกรอง — บอกว่าถึงเวลาล้างย้อนหรือยัง ก่อนที่ความขุ่นขาออกจะขึ้นจริง
- คลอรีนอิสระคงเหลือที่ปลายเส้นท่อ ไม่ใช่ที่ขาออกโรงผลิต — เพราะการประปาส่วนภูมิภาคกำหนดไม่น้อยกว่า 0.2 มิลลิกรัมต่อลิตรในระบบจ่ายน้ำ จุดเสี่ยงคือปลายทางที่น้ำค้างท่อนาน
- ค่าความเป็นกรด-ด่างและค่าการนำไฟฟ้า — ใช้จับการเปลี่ยนแปลงของน้ำดิบ ซึ่งมักเป็นต้นเหตุที่ทำให้ค่าปลายทางเลื่อน
- ผลวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการตามรอบ — สำหรับโลหะหนักและจุลชีววิทยา ใช้ยืนยันตามเกณฑ์ ไม่ใช่ใช้เฝ้าระวัง
สิ่งที่ทำให้แผนเฝ้าระวังใช้งานได้จริงไม่ใช่จำนวนเซ็นเซอร์ แต่คือค่าเตือน ผู้รับผิดชอบ และขั้นตอนที่ต้องทำเมื่อค่าเตือนดัง ระบบที่มีหน้าจอแสดงค่าครบแต่ไม่มีผู้รับผิดชอบ จะรู้ว่าน้ำหลุดเกณฑ์พร้อมกับผู้ใช้น้ำ วิธีวางรอบตรวจและเลือกพารามิเตอร์อยู่ในเรื่องการวิเคราะห์น้ำ

ผ่านค่ามาตรฐานน้ำประปาแล้ว ใช้กับกระบวนการผลิตในโรงงานได้เลยหรือไม่ ?
การผ่านค่ามาตรฐานน้ำประปาไม่ได้แปลว่าใช้กับกระบวนการผลิตในโรงงานได้ทันที เพราะเกณฑ์น้ำประปาทุกชุดเขียนขึ้นเพื่อการอุปโภคบริโภคของคน ไม่ใช่เพื่อกำหนดสเปกน้ำของเครื่องจักรหรือกระบวนการผลิต
| ประเด็น | เกณฑ์น้ำประปา | สเปกน้ำตาม Point of Use |
|---|---|---|
| วัตถุประสงค์ | ความปลอดภัยต่อผู้บริโภค | ป้องกันความเสียหายของอุปกรณ์และคุมคุณภาพสินค้า |
| ค่าที่เป็นตัวตัดสิน | เชื้อโรค โลหะหนัก สี กลิ่น ความขุ่น | ความกระด้าง ซิลิกา ค่าการนำไฟฟ้า สารอินทรีย์ คลอไรด์ |
| ผู้กำหนดค่าเป้าหมาย | หน่วยงานรัฐ | ผู้ผลิตอุปกรณ์ มาตรฐานอุตสาหกรรม หรือข้อกำหนดของกระบวนการ |
| ผลเมื่อยึดผิดชุด | – | ตะกรันในหม้อไอน้ำ การกัดกร่อน สินค้าไม่ผ่านสเปก |
ตัวอย่างที่ชัดคือความกระด้าง น้ำประปาที่ความกระด้าง 250 มิลลิกรัมต่อลิตรในรูปแคลเซียมคาร์บอเนตยังผ่านเกณฑ์ของการประปาส่วนภูมิภาคที่กำหนดไม่เกิน 300 มิลลิกรัมต่อลิตร แต่สำหรับหม้อไอน้ำหรือระบบหล่อเย็น ค่าระดับนั้นสูงพอจะสร้างตะกรันและลดประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนความร้อน จึงต้องผ่านระบบลดความกระด้างก่อนใช้งาน
กรณีที่ต้องระวังกว่านั้นคือกระบวนการที่ต้องการน้ำบริสุทธิ์สูง ซึ่งค่าตัดสินคือค่าการนำไฟฟ้าและซิลิกา ที่ไม่ปรากฏในตารางเกณฑ์น้ำประปาเลย การตั้ง Design Basis ของระบบน้ำในโรงงานจึงต้องเริ่มจากสเปกที่ Point of Use แล้วย้อนมาดูว่าน้ำต้นทางขาดอะไร ไม่ใช่เริ่มจากผลตรวจตามเกณฑ์ประปา หลักการอ่านค่าในภาพรวมอยู่ในเรื่องคุณภาพน้ำ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่ออ่านค่ามาตรฐานน้ำประปา คืออะไร ?
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่ออ่านค่ามาตรฐานน้ำประปามี 5 ข้อ ทุกข้อเกิดจากการตีความผลตรวจเกินกว่าที่ค่านั้นบอกได้จริง
- เข้าใจว่า TDS ต่ำแปลว่าน้ำดี — ค่าของแข็งละลายน้ำทั้งหมดวัดเฉพาะสารที่ละลายในน้ำ ไม่ครอบคลุมเชื้อโรค โลหะหนัก หรือสารอินทรีย์ น้ำที่ TDS 80 มิลลิกรัมต่อลิตรจึงยังมีโคลิฟอร์มเกินเกณฑ์ได้
- เข้าใจว่าน้ำใสแปลว่าน้ำสะอาด — ความขุ่นเป็นค่าทางกายภาพ และเอกสารของการประปานครหลวงระบุเองว่าไม่มีผลต่อสุขภาพโดยตรง น้ำใสที่คลอรีนคงเหลือหมดแล้วจึงเสี่ยงกว่าน้ำที่ขุ่นเล็กน้อยแต่คลอรีนยังอยู่ในเกณฑ์
- ใช้ค่าเดียวตัดสินทั้งระบบ — เกณฑ์ทุกชุดเป็นชุดค่าที่ต้องผ่านพร้อมกัน การรายงานว่า pH ผ่านจึงไม่เท่ากับผ่านเกณฑ์ เพราะค่าที่หลุดจริงอาจเป็นแมงกานีสหรือจุลชีววิทยา
- ใช้ผลตรวจจุดเดียวแทนทุกจุดจ่าย — ผลที่ขาออกโรงผลิตไม่ได้แทนคุณภาพน้ำปลายเส้นท่อ เพราะคลอรีนคงเหลือลดลงตามระยะทางและเวลาค้างท่อ จุดที่หลุดเกณฑ์จริงมักเป็นปลายทางที่ไม่เคยเก็บตัวอย่าง
- ใช้ผลตรวจเก่าเกินรอบ — คุณภาพน้ำดิบเปลี่ยนตามฤดูกาลและกิจกรรมรอบแหล่งน้ำ ผลวิเคราะห์ที่เก่าเกินไปจึงใช้ยืนยันสถานะปัจจุบันหรือตั้ง Design Basis ไม่ได้
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่ามาตรฐานน้ำประปา
ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่อ้าง เกณฑ์คุณภาพน้ำประปาดื่มได้ของกรมอนามัย พ.ศ. 2563 กำหนดไม่เกิน 500 มิลลิกรัมต่อลิตร การประปาส่วนภูมิภาคไม่เกิน 600 มิลลิกรัมต่อลิตร และการประปานครหลวงอ้างค่าแนะนำขององค์การอนามัยโลกที่ 1,000 มิลลิกรัมต่อลิตร การรายงานค่า TDS จึงต้องระบุด้วยว่าเทียบกับเกณฑ์ชุดใด
การผ่านเกณฑ์ที่จุดจ่ายของหน่วยงานประปาไม่ได้รับรองคุณภาพน้ำที่ก๊อกในอาคาร เพราะน้ำยังต้องผ่านท่อภายใน ถังพักน้ำ และปั๊มของอาคารนั้น ซึ่งอยู่นอกความรับผิดชอบของหน่วยงานประปา หากต้องการยืนยัน ต้องเก็บตัวอย่างที่ก๊อกจริงแล้วเทียบกับเกณฑ์คุณภาพน้ำประปาดื่มได้
ตรวจได้ที่ห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง รวมถึงบริการทดสอบตัวอย่างน้ำของการประปานครหลวง ความถี่ควรแยกสองชุด คือค่าเฝ้าระวังเชิงปฏิบัติการอย่างความขุ่น คลอรีนคงเหลือ และ pH ที่ตรวจถี่ กับค่าตามเกณฑ์เต็มชุดที่ตรวจตามรอบและตามจำนวนตัวอย่างขั้นต่ำต่อปีซึ่งอิงขนาดประชากรที่ให้บริการ
ต่างกันตามหน่วยงาน เอกสารของการประปาส่วนภูมิภาคที่เผยแพร่ล่าสุดคือฉบับวันที่ 1 ตุลาคม 2567 เกณฑ์ของกรมอนามัยคือเกณฑ์คุณภาพน้ำประปาดื่มได้ พ.ศ. 2563 และเกณฑ์ของการประปานครหลวงอ้างข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลกปี 2011 การอ้างในเอกสารทางการควรระบุปีฉบับกำกับทุกครั้ง เพราะค่าบางตัวเปลี่ยนเมื่อเปลี่ยนฉบับอ้างอิง
ไม่ใช่ ระบบประปาหมู่บ้านอยู่นอกพื้นที่บริการของการประปานครหลวง และโดยทั่วไปใช้เกณฑ์คุณภาพน้ำประปาดื่มได้ของกรมอนามัยเป็นเกณฑ์อ้างอิง เพราะออกแบบให้ท้องถิ่นและผู้ดูแลระบบขนาดเล็กใช้ได้ ข้อควรระวังคือระบบระดับนี้มักไม่มีการวัดต่อเนื่อง จึงต้องอาศัยรอบเก็บตัวอย่างที่วางไว้ล่วงหน้า
สรุปเรื่องค่ามาตรฐานน้ำประปา
ค่ามาตรฐานน้ำประปาของไทยไม่ใช่ชุดเดียว และคำว่าผ่านเกณฑ์มีความหมายเมื่อระบุได้ว่าเทียบกับเกณฑ์ชุดใด ณ จุดเก็บตัวอย่างใด ค่าที่ทั้งสามชุดตรงกันอย่าง pH ที่ 6.5–8.5 ใช้อ้างได้ตรง แต่ค่าอย่างของแข็งละลายน้ำทั้งหมดที่ต่างกันตั้งแต่ 500 ถึง 1,000 มิลลิกรัมต่อลิตร ต้องระบุเกณฑ์กำกับเสมอ
ขั้นต่อไปที่แนะนำ คือกำหนดว่าระบบของคุณอ้างเกณฑ์ชุดใดเป็น Product Water Target แล้วจัดทำแผนเก็บตัวอย่างที่ครอบทั้งขาออกโรงผลิตและปลายเส้นท่อ พร้อมแยกค่าเฝ้าระวังเชิงปฏิบัติการออกจากค่าตรวจรับรอง ผลวิเคราะห์ชุดนี้คือข้อมูลตั้งต้นของ Design Basis ก่อนพิจารณาปรับปรุงระบบน้ำประปา และทำให้เปรียบเทียบข้อเสนอจากผู้รับเหมาหลายรายบนฐานเดียวกันได้
บริษัท มิตร นิรันดร์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (Mitr Water) ทำงานกับระบบผลิตน้ำประปาและระบบน้ำอุตสาหกรรมระดับโครงการ ตั้งแต่ประเมินคุณภาพน้ำต้นทาง จัดทำ Design Basis จนถึงเดินระบบและเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ [ต้องยืนยันข้อมูลบริษัท: ขอบเขตบริการตรวจวิเคราะห์น้ำและ Water Quality Monitoring] หากต้องการทบทวนว่าระบบของคุณอ้างเกณฑ์ถูกชุดและเฝ้าระวังค่ามาตรฐานน้ำประปาครบหรือยัง ปรึกษาวิศวกรได้ที่ 084-391-4444 หรือ LINE @mitrwater

